
กฐินผาซ่อนแก้ว 2552
แต่ก่อนแต่ไรเคยแต่ใส่ซองกฐิน เคยไปกะเค้าครั้งหนึ่งก็น่าจะสองปีก่อนที่สวนสันติธรรม
ปีนี้ไปที่ผาซ่อนแก้ว เนื่องจากอยู่ไกลและจัดงานตอนเช้าก็เลยต้องไปค้างก่อน 1 คืน แต่คราวนี้ชวนพ่อแม่ไปด้วย เลยไม่ได้ไปค้างที่วัด ไปจองไว้ที่เขาค้อทะเลภู
ตั้งแต่เข้าวัดปฏิบัติมาก็ไม่เค๊ยไม่เคยชวนพ่อแม่ไปด้วยกันเลย ครั้งนี้ครั้งแรก ลองเสี่ยงๆ ชวนดู ปรากฎว่าเค้ายอมมาด้วย อันนี้ต้องขอเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้ฟังเล็กน้อย คือ พ่อเรา ก็นิสัยเหมือนกะเรา (หรือว่ากลับกันก็น่าจะถูกกว่า) คือเป็นคนเจ้าความคิดความเห็น เจ้าหลักการ สมัยหนึ่งไปเข้าวัดหนึ่งมาโดนพ่อค้านซะเละ ทำนองว่าพุทธพาณิชย์ไม่เห็นน่าเลื่อมใสศรัทธา คราวนี้ก็ไม่รู้ชวนไปจะโดนเทศน์อะไรรึเปล่าแต่ก็ไม่ยักกะโดนแฮะ
รอบนี้เลยไปสบาย ได้นั่งรถเบนซ์ไป พ่อขับอีกตะหาก ระหว่างทางไปแวะกินข้าวเที่ยงแถวๆ ตัวเมืองเพชรบูรณ์ ก็เลยได้รู้ความจริง ประมาณว่า ...
"แก่แล้วก็คิดว่าน่าจะเข้าวัดบ้าง ไอ้ครั้นจะไปเองก็ไม่รู้ว่าจะเข้าวัดไหนถึงจะดีเพราะไม่รู้จักพระเลย"
ไอ้เราก็สงสัย งั้นแปลว่าคิดว่ามากะเราน่าจะเจอพระดีน่ะสิ พ่อเราก็เลยบอกประมาณว่า เค้าจะเชื่อใครคนๆ นั้นก็ต้องแสดงให้ดูก่อนว่าเข้าวัดแล้วดีขึ้น เค้าถึงจะยอมตามเข้้าไป
โอ้โห ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นคำชมที่ดีที่สุดที่เคยได้ยินเลยทีเดียวเชียวนะเนี่ย ต้องกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ที่ท่านสั่งสอนมา หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยสอนโยม ที่ชอบมาถามว่าจะพาพ่อแม่เข้าวัดมาปฏิบัติจะทำยังไงดี ท่านบอกว่าเราทำตัวของเราเองให้ดีก่อนแล้วเดี๋ยวคนรอบข้างเค้าจะเลื่อมใสศรัทธาเอง ถ้าเรายังไม่ดีก็ไม่มีใครเค้าตามมาหรอก
ก่อนจะเข้าพักก็เลยพาไปที่วัดก่อนเพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้คนเยอะจะดูวัดไม่ถนัด ดูท่าทางพ่อแม่ก็ enjoy ดี แต่ตอนขึ้นเจดีย์ ค่อนข้างชันแม่เลยเหนื่อยเล็กน้อย ส่วนพ่อปลื้มใจตัวเองที่ขยันออกกำลังกายเวลาเดินแล้วก็เลยไม่เหนื่อย (ไม่ได้ปลื้มเจดีย์หรอก)
ถ่ายรูปตรงทางขึ้นเจดีย์ชั้น 2
ด้านข้างเจดีย์ มองจากชั้น 2
พระที่ประดิษฐานอยู่ตรงบันได
มาคราวนี้เอาพระเครื่องที่บ้านมาด้วย เพราะที่เจดีย์ท่านทำกรุพระเอาไว้ (แบบเดียวกับกรุที่อยุธยา) ก็เลยฝากหลวงพี่รูปนึงไว้ให้หลวงพ่อปารมี เพราะคิดว่าคงไม่เจอท่าน ปกติท่านก็จะเดินไปโน่นนี่ทำงานตลอด แต่พอไปถึงศาลาหยกเขียว ดันเจอท่านกำลังคุยกับโยมคณะหนึ่งพอดี แต่ก็ไม่กล้ารบกวนท่าน เลยกราบพระแล้วลาออกมา
เห็นเค้าเริ่มตั้งโรงทานกัน พรุ่งนี้คงได้มาอาศัยรับทานแถวๆ นี้
ออกจากวัดแล้วแวะไปไร่ บี เอ็น นิดนึง แม่ได้ชอปปิ้งของฝากก็ดูมีความสุขดี ส่วนเราก็ซื้อไอติมมากิน เป็นไอติมผลไม้ แต่กินแล้วสรุปว่า iBerry เด็ดกว่าเยอะ
ไอติมน้อยหน่า
ร้านขายดอกไม้ที่ไร่บีเอ็น
พอไปถึงรีสอร์ท ดูรอบๆ ก็สวยดี จะพาพ่อแม่ไปสปา ปรากฎว่าคิวเต็ม อดเลย แถมรถจอดไม่ถึงที่พักต้องเดินลงเนินไป ไม่มีทีวี แล้วน้ำร้อนก็ไม่ร้อนตลอดด้วยพ่อเลยไม่ถูกใจ แสงไฟก็นิดเดียวอ่านหนังสือก็ไม่ได้สรุปว่าเอาไว้นอนสถานเดียว
แถมตอนไปกินอาหารเย็น ฝนตกๆ พนักงานก็น้อย เก้าอี้เปียกเช็ดไม่ทัน รสมือก็ไม่อร่อยสรุปว่ารีอร์ทนี้มาหนเดียวเลิกกันแน่
ตอนกลางคืนก็นอน ตั้งแต่ สามทุ่ม
ตอนเช้าออกมาถึงวัดตอน 7.30 เพิ่งรู้ว่าโรงทานจะปิดตอน 8 โมงเพราะจะต้องเริ่มไปรอหลวงพ่อในเจดีย์กันแล้ว เลยรีบๆ กิน
เจดีย์ตอนเช้า หมอกเยอะ ฝนตกพรำๆ
โรงทาน (จริงๆ ยาวกว่านี้)
ระหว่างกิน พ่อก็บอกว่า "เดี๋ยวจะไปทำบุญ จะได้ช่วยสร้างเจดีย์ให้เสร็จเร็วๆ"
ฟังแล้วใจมันปีติ ตื้นตันรู้สึกว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ (ก่อนหน้านี้เคยทำแต่เรื่องโลกๆ เช่น ตั้งใจเรียน ตามวงจรของเด็กดีตั้งแต่เกิดจนทำงาน) หลวงพ่อเคยสอนว่ากุศลที่เกิดจากจิตของเราเอง ไม่ได้เกิดจากสิ่งปัจจัยภายนอก เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ มีกำลังมาก เราพาพ่อแม่มาเดินในวัดไม่เคยพูดถึงการบริจาคหรือทำอะไรซักกะอย่าง แต่เค้ามาเห็นแล้วมีศรัทธาเอง ก็ปลื้มใจ อย่างน้อยในอนาคตมีอะไรเค้าก็คงจะได้คิดถึงธรรมะ แล้วอยากปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมที่แท้จริงๆ บ้าง ตอนเดินไปเจดีย์น้ำตาไหลไปต้องคอยแอบเช็ดอายคนอื่นเค้า
หมอกลงจัด แดดยังแทบส่องลงมาไม่ได้ มองไม่เห็นเจดีย์เลย
ปีนี้คนมางานกฐินก็ราวๆ 600-700 คน หลวงพ่อรับกฐินแล้วก็เทศน์นิดหน่อย ขากลับฝนตกเลยเฉอะแฉะ จริงๆ ตอนบ่ายมีงานแสดงมุทิตาจิตต่อ แต่พาพ่อแม่มาครั้งแรกให้เค้าทำแค่นี้ก่อนก็พอแล้ว วันหลังค่อยๆ เพิ่มไปทีละนิดละหน่อยให้ค่อยๆ คุ้นเคยไป ไปยัดเยียดมากเดี๋ยวโมโหจะเกิดอกุศลไปเปล่าๆ
เสียดายเสาบัง เลยไม่มีรูปหลวงพ่อปารมี นั่งด้านซ้ายของภาพ
สรุปว่า วันนี้ เป็นวันดี สมเป็นวันกฐินจริงๆ
มีเกร็ดนิดหน่อย ตบท้าย ก่อนจะจบ
วันก่อนงานกฐินตอนอยู่ที่พัก ได้คุยโทรศัพท์กับพี่คนนึง ไม่เจอกันนานแล้วเค้าไปทำงานที่เวียดนาม ตอนนี้กลับมากฐินเหมือนกัน ที่บ้านเค้าเป็นเจ้าภาพ ไปที่วัดที่เชียงใหม่ เราก็คุยกับเค้าว่า หม่าม้าพี่ดีจังเป็นเจ้าภาพกฐินได้ด้วย นกก็อยากทำแต่คิดว่าตัวเองบารมีไม่ถึง ไม่รู้จะไปชักชวนใครมา
พี่เค้าก็บอกว่าก็ต้องทำบ่อยๆ เดี๋ยวนี้หม่าม้าเจอใครก็บอกไปหมด ขึ้นแท็กซี่ก็บอก ไปตลาดก็บอก เค้าอยากทำก็ทำไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร ไอ้เราก็คิดว่า เอ เราคงไม่กล้าบอกไปหมดหรอก
ตอนกินข้าวก็เลยถามพ่อว่า เป็นเจ้าภาพกฐินนี่ เค้าทำยังไงกัน พ่อก็บอกว่าไม่รู้ แต่ถ้าอยากให้เป็นเจ้าภาพก็บอกเป็นให้ได้ ใจเราก็คิด เฮ้ มันง่ายอย่างงี้เลยหรอเนี่ย รึเทวดามาดลใจ
ก็เลยขอฝากไว้ ปีหน้า หากได้ทำกฐินจริงๆ จะขอเชิญทุกๆ คนที่ศรัทธา มาช่วยกันทำบุญนะจ๊ะ
อ่านจบแล้วก็อนุโมทนานะได้บุญเหมือนกัน.
- Nok's blog
- Login or register to post comments
- 425 reads
- Printer-friendly version
อนุโมทนาด้วยครับ
ขออภัยที่ ไม่ได้คุยกันเลย
ไปดูรูปงานกฐินเพิ่มเติมใน link นะครับ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I8474784/I8474784.html
อนุโมทนาคับ ^_^ อ่านแล้วดีใจแทนนกด้วยเลย ตอนนี้เราก็เริ่ม ๆ พยายามเปิดธรรมะกรอกหูพ่อแม่ แต่ยังไม่ค่อยได้ผล อยากพัฒนาตัวให้เขาเห็นเหมือนกัน แต่กลัวต้องรอเห็นผลชาติหน้า (เพราะไม่ได้มีความก้าวหน้าซะเลย) เลยใช้วิธีกำปั้นทุบดิน เปิดธรรมะให้ผ่านหูเขาเอา
อนุโมทนา ค่ะ
Nice story na Nok. Makes me think about my parents as well. =)
อนุโมทนาจ้ะนก ^ ^