การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า

หลังจากผ่านไป หนึ่งปี สามเดือน ก็ได้โอกาสไปปฏิบัติธรรมอีกครั้ง ตั้งแต่ไปมายังไม่เคยไปซ้ำที่กันเลย คราวนี้ได้ไปที่ผาซ่อนแก้ว ได้เพื่อนช่วยติดต่อให้ โชคดีที่ได้ไปเลยไม่ต้องรอนาน ช่วงนี้พอจะลางานไปได้ ทุกอย่างเหมาะเจาะ คราวนี้ไปไกลถึงเพชรบูรณ์ เลยขอให้กุ้ยลางานไปด้วย ช่วยกันขับรถ

ไปคราวนี้คุ้มค่าได้อาหารตา อาหารใจ เลยอยากเอามาเขียนเก็บไว้ สอนตัวเอง วันหลังได้กลับมาอ่านอีก และเผื่อแผ่ให้คนอื่นๆ ที่สนใจ ได้อ่านบ้าง

วันแรก ไปถึง ตอนเที่ยงๆ เอาของเก็บเข้ากุฎิแล้วก็ไปที่ศาลาพระหยกเขียว เนื่องจากตอนบ่ายเป็นเวลาในการปฏิบัติด้วยตัวเอง ตอนเย็นๆ ถึงจะเป็นเวลาที่หลวงพ่ออำนาจจะสอน

วันนี้ท่านสอนว่า

"เพราะธาตุสี่พร่อง คนจึงไปหาสิ่งต่างๆ มาเติม หวังว่ามันจะเต็ม

แต่ดันไปเอาของไม่เที่ยงมาเติม มันก็เลยทุกข์ไปเรื่อยๆ เพราะมันเปลี่ยนแปลง"

ตอนเย็นๆ สวดมนต์ หลวงพ่อปารมีนำสวดมนต์ ท่านเล่าเรื่องที่ไปสร้างโบสถ์ที่ป่าแป๋ให้ฟัง

ป่าแป๋อยู่แม่ฮ่องสอน ทางเข้าลำบากมากแม้แต่รถเข้าไปยังลำบาก ติดหล่มอยู่บ่อยๆ (อันนี้พี่อ๋า คนที่ไปเจอกันที่วัด เล่าให้ฟัง) หลวงพ่อไป สร้างวัด แจกผ้าห่มที่แม่ฮ่องสอนบ่อยมากท่านเล่าว่ามีบางคนมานอนรอค้างคืน เพื่อจะเอาผ้าห่ม แต่ว่าผ้าห่มเอาไปไม่พอ เค้าร้องไห้เลย ตั้งแต่นั้นมาท่านจะเช็คจำนวนให้ดีไม่ให้ขาดเด็ดขาด เพราะสงสารคนที่มารอ

เด็กๆ ที่แม่ฮ่องสอน ท่านว่าเด็กในป่าในเขา เป็นเด็กหัวดีก็มี บางคนไปเป็นทูตเยาวชนด้วย มีหนนึงท่านสอนเด็กว่า 5+5 = 10 เด็กไปโรงเรียน ครูสอนว่า 8+2 เท่ากับ 10 เด็กร้องไห้เลยบอกว่าไม่ใช่ ต้อง 5+5 ต่างหาก ครูก็เลยให้ไปถามพระ ท่านก็บอกว่า 8+2 ก็เท่ากับสิบ เด็กบอกว่า อะไรกัน ท่านก็เป็นไปกับเค้าด้วยเหรอ ทำไมพูดจาเชื่อถือไม่ได้แบบนี้ เมื่อวานยังบอกว่า 5+5 = 10 อยู่เลย :) ท่านว่าคนที่นั่นซื่อมาก แล้วก็ศรัทธาพระศาสนามาก เวลามารับแจกของ เจอพระก็กราบซะ 3 ทีฝนก็จะตกท่านก็บอกว่ากราบหนเดียวพอเค้าก็ไม่ยอม เพราะโดนสอนมาแบบนั้น

ไอ้เราอยู่กรุงเทพ เจ้านายก็ไปทำโครงการสอนเด็กที่แม่ฮ่องสอน มาปฏิบัติธรรมที่เพชรบูรณ์ ก็เจอพระไปพัฒนาแม่ฮ่องสอนอีก สงสัยจะมีอะไรกะจังหวัดนี้ซะละมั้งเรา

ธรรมะวันนี้ที่จำได้ ท่านสอนว่า คนเรามีหน้าที่ ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แตกต่างกันแต่ต้องอยู่ร่วมกันได้

ลืมบอกไปว่าที่ป่าแป๋ แม้จะกันดารยากลำบากขนาดนั้น

ในหลวงท่านเสด็จไปถึงมาแล้ว

ฟังแล้วมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอ 

-------------------------------------------

 

กุฎิที่พัก มองลงไปจากศาลากุฎิที่พัก มองลงไปจากศาลา

 

ศาลาพระหยกเขียว ที่เดินจงกรม สวดมนต์ศาลาพระหยกเขียว ที่เดินจงกรม สวดมนต์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มองออกไปจากศาลาพระหยกเขียว มีหมอกอยู่บนยอดเขามองออกไปจากศาลาพระหยกเขียว มีหมอกอยู่บนยอดเขา

 

 

 

ตื่นมาสวดมนต์ตอนตีห้า

อากาศหนาวมากเมื่อคืนห่มผ้าสองชั้น นอนไม่ค่อยหลับ

สวดมนต์แล้วไปใส่บาตรที่หน้าวัด 

กินอาหารเช้าตอน 7 โมง เสร็จแล้วก็มาที่ศาลาหยกเขียว

หลวงพี่โอ๋มาอยู่ที่ศาลา ท่านสอนการปฏิบัติให้

ท่านว่าสติยังไม่เกิด จมแช่อยู่ในความคิด ออกจากความคิดไม่ได้เพราะไม่มีวิหารธรรมให้จิตอยู่

ท่านแนะนำว่าให้ดูไปเรื่อยๆ ให้รู้เวลาร่างกายจะขยับเขยื้อน

ให้เห็นความแตกต่างระหว่างจิตที่คิด กับจิตที่ไม่ได้คิด

อากาศที่นี่เช้าร้อน บ่ายฝนตก เย็นหนาว เป็นแบบนี้ทุกวัน

ตอนกลางคืน สวดมนต์เสร็จ หลวงพ่อปารมีเล่าเรื่องผี วิญญาณต่างๆ ที่ท่านเคยเจอมาให้ฟัง

ก็สนุกดี ขำ เพราะท่านเล่าตลก แต่ก็สยองๆ อยู่เหมือนกันว่าจะเจอรึเปล่า

 

ตอนเช้า มาที่ศาลาเร็ว หลวงพ่อปารมีท่านก็มาเร็วส่วนคนอื่นๆ ยังไม่มา

เลยได้โอกาสถามท่าน

ถามกว้างๆ ว่า ถ้าเรารู้ว่าเรามีกิเลสบางอย่าง แต่เราก็กำจัดมันออกไปไม่ได้ จะทำยังไง

ท่านก็ว่าถ้าทำได้คนก็คงจะเป็นพระอรหันต์กันไปหมดแล้ว

ท่านเปรียบให้ฟังว่าเหมือนต้นไม้ ขุดลงไปถึงรากก็ยังไม่เจอผล แต่ปลูกๆ ไปผลจะเกิดขึ้นเอง

เราเป็นต้นไม้บางทีรากก็ไปดูดเอาอาหารมีพิษมาใส่ตัวบ้าง

แต่การที่ได้มีอาการครบ 32 จนได้มาฟังธรรมก็ถือว่ามีบุญมาแล้ว

แล้วท่านก็เล่าเรื่องทิฎฐิพระ มานะกษัตริย์ให้ฟัง

คนมีความพิเศษอยู่ในตัวที่มองหน้าเราก็เห็นไปถึงไส้ ไม่ต้องพูดกัน.

ย่ิงหลวงพ่ออำนาจ ไม่อยากจะเล่าว่าท่านถามอะไรบ้าง

แต่เหมือนกับว่ารู้จักเรามาก่อนซะอีก 

ท่านสอนการปฏิบัติให้ว่า

การที่เราดูสภาวะไม่ออก เพราะมีนิวรณ์ 5

การมีนิวรณ์ คือจิตไปคิด (คิดเรื่องต่างๆ มี 5 ลักษณะ)

การทำให้จิตไม่ติดในนิวรณ์คือทำให้จิตไปคิดเรื่องอื่น 

เหมือนเรามีโต๊ะ ต้องทำโต๊ะให้ว่างก่อน เวลามีอะไรหล่นลงไปถึงจะเห็น

การทำโต๊ะให้ว่าง ก็มีอุบายหลายวิธี เช่น พุทโธ ลมหายใจ แล้วแต่คน

พอโต๊ะว่าง มองอะไรก็ชัด

ว่ามันไม่มี แล้วก็มี แล้วก็ไม่มี ได้อีก

ทำให้เห็นตามความเป็นจริงได้ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง

และมันไม่ใช่ตัวเรา

เพราะมันมี และไม่มี สลับกันอยู่ตรงนั้น.

(อาจจำผิดพลาดไปบ้างเพราะตอนฟังไม่ได้จด จำๆ เอามาเขียนอีกที ถ้าหากผิดอย่างไรก็ขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว)

วันสุดท้ายที่อยู่วัด มีอยู่กันสามคน เรา กุ้ย และพี่ผู้หญิงที่เจอกันที่วัดชื่อพี่อ๋า

อัธยาศัยถูกกัน พี่เค้าน่ารักดี

หลวงพ่ออำนาจท่านว่าทำไมชีวิตเราช่างแห้งแล้ง เป็นนักปฏิบัติไม่ต้องแห้งแล้งก็ได้

ท่านเลยเมตตาพาไปดูที่กุฎิท่าน ทำทางจงกรมไว้สวยเชียว

มองออกไปก็เห็นเมฆหมอก ขุนเขา ต้นไม้ที่ปลูกไว้มา 5 ปี

ท่านบอกว่ากลับไปทำชีวิต อย่าให้ No car No nation (ไม่มีรส ไม่มีชาติ)

ตอนกราบลาท่านสั่งว่าให้มาปฏิบัติบ่อยๆ

 

ยามเช้า หลังสวดมนต์เสร็จยามเช้า หลังสวดมนต์เสร็จ

 

เช้าวันสุดท้าย วันเสาร์ พอสวดมนต์เสร็จหลวงพ่อปารมีก็พาเดินดูเจดีย์

ท่านเล่าให้ฟังว่าของแต่ละชิ้นๆ ได้มายังไง อยู่ตรงไหน

ท่านคุมคนงานก่อสร้าง สองร้อยกว่าคน ท่านว่าไม่เห็นจะต้องประชุมอะไร

ไม่เข้าใจว่าคนอื่นเค้าทำไมต้องประชุมกันนักหนา (เออ นั่นน่ะสิ เราก็ประชุมกันนักหนาจริงๆ น่ะแหละ)

ท่านก่อสร้างเจดีย์มาสองปีกว่า ไม่มีอุบัติเหตุเลยซักครั้งเดียว

ท่านเลี้ยงไอติมคนงานเกือบทุกวัน บางวันโยมที่มาก็เป็นเจ้าภาพให้

ท่านว่าคนงานกินไอติมแล้วมีความสุข สุขแล้วเวลาติดกระเบื้องก็จะติดสวย

เราเห็นท่านแล้วศรัทธาจริงๆ ตื่นเช้ามาก นำสวดมนต์ บิณฑบาตร คุมก่อสร้าง ลงไปสร้างกุฎิที่หลังเขาเพิ่มอีก ปลูกต้นไม้ ฯลฯ กลางคืนนำสวดมนต์อีก ไม่รู้ท่านทำได้ยังไง เวลาเดินดูโน่นนี่ ทั้งต้นไม้ หรือสิ่งก่อสร้าง ท่านก็จะสอนธรรมะไปด้วย ส่วนใหญ่ท่านจะเน้นว่า ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ ต้องช่วยเหลือกัน อยู่ร่วมกันให้ได้

จำมาได้สามคำที่ท่านพูดบ่อยๆ คือ ให้อภัย เมตตา แล้วก็อดทน

ท่านอยู่วัดเดียวกับหลวงพ่ออำนาจแต่วันๆ ไม่ค่อยเจอกันเลยเพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัว

ใครอยากช่วยกันสร้างสถานที่นี้ให้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ก็มาทำบุญด้วยกันได้ เราก็กะว่าปีนี้ถ้าขายกระเบื้อง paint หรือ quilt ได้ตังค์มาก็จะเอาไปทำบุญ คงได้มาอาศัยที่นี่ปฏิบัติธรรมอีกแน่นอน ไม่ต้องระเหเร่ร่อนไปหาที่สัปปายะที่อื่นอีกแล้ว

เจดีย์เจดีย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจดีย์ ด้านหน้าเจดีย์ ด้านหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันเสาร์ที่กลับ พอดีตรงกับวันพระ

โยมชาวบ้านแถวๆ นั้นจะเอาของมาใส่บาตร แล้วสวดมนต์ร่วมกันที่ศาลาพระหยกเขียว

หลวงพ่อท่านก็จะเทศน์นิดหน่อย ท่านมีกุศโลบายให้ชาวบ้านอยู่ในศีลในธรรม รักษาพระศาสนาและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของวัด

ชาวบ้านที่นี่น่ารักมาก มานั่งรอพระในศาลา ไม่มีเสียงคุยจ้อกแจ้กจอแจเลย

ตอนสวดมนต์ สวดเก่งกว่าคนกรุงเทพฯ ซะอีก สวดเสียงดังจ๋อยๆ ผิดก็ไม่กลัว

ผิดหลวงพ่อก็แก้ให้ว่าสวดที่ถูกเป็นอย่างไร บังเอิญวันนี้คนนำสวดประจำไม่มา เลยผิดบ้างถูกบ้าง แต่ก็ดูตั้งอกตั้งใจกันดี

พอประเคนอาหารพระแล้ว ชาวบ้านก็ยกออกไปกินร่วมกัน ล้างจานแล้วก็ไปฟังหลวงพ่อเทศน์ที่เจดีย์อีกที ดูแล้วน่ารักมาก

มาคราวนี้ได้ธรรมะ ได้กำลังใจ กลับไปปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ที่ผ่านมาเหลวไหลไร้สาระมา 5 ปี ถึงได้ไม่ไปถึงไหนซะที

หวังว่าจากนี้จะไม่ทำให้ตัวเองเสียเวลาอีกแล้ว

กราบขอบคุณหลวงพ่อและหลวงพี่ทุกๆท่าน

เจ้าหน้าที่วัดผาซ่อนแก้วทุกคน

ที่ให้โอกาสได้ไปปฏิบัติพัฒนาตัวเอง และจะได้กลับไปอีก ....

 

 

 

Your rating: None

ได้คิดมากขึ้นเยอะเลยอ่ะพี่ ^ ^ ตอนนี้จิตว่อกแว่ก อย่างแรง สมาธิสั้นเป็นหางเต่า - -

เห็นด้วยกับคำสอน ว่าให้ทำตามหน้าที่ นั่นแหละดีแล้ว :)

นกไปไม่เห็นชวนเลยอ่ะ วิวสวยมาก สงสัยว่านกแห้งแล้งตรงไหน จากเราดู ก็ว่าชุ่มชื้นดี

ไม่ยักรู้ว่าแอนท์อยากไปเหมือนกัน

เราเลือกเอาแต่รูปที่วิวสวยมา post ไง ความจริงมันก็มีสวย กับไม่สวย อยู่ที่ๆ เดียวกันแหละจ้ะ

นกไปวันไหนอะ... คราวหน้าถ้าไปอีก ลองชวนเราหน่อยน้าาาาาา...

อยากลองไปมั่งอะ... เวลากลับมาทำงานแล้วมันนั่งให้นิ่งๆยากมั่กๆ เฮ้อ...

www.wimutti.net

ไป d/l ซีดี หลวงพ่อปราโมทย์มาฟังก่อนนะ

ฟังไปเรื่อยๆ แล้วจะดีเอง

อนุโมทนาค่ะ อ่านแล้วอยากไปด้วยจังเลย : ) เรายังไม่มีโอกาสได้ไป ต้องรอเรียนจบก่อน คิดแล้วก็ได้แต่รำพึงว่า....ชีวิตตรงนี้มันวุ่นวายจริงหนอ สับสนจริงหนอ

ถ้านกได้ไปปฏิบัติธรรมอีก อย่าลืมมาเขียนเล่า แบ่งปันให้ความชุ่มชื่นหัวใจเพื่อนๆ อีกนะจ๊ะ

ขอบใจมากเลยนกที่แบ่งปันเรื่องราวที่มีประโยชน์เรื่องนี้ ให้กับเพื่อนๆ เราก็หวังว่าซักวันเราคงจะมีวาสนาได้ไปที่วัดผาซ่อนแก้วบ้าง

^^

Comment viewing options

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.
Syndicate content